วัดหลง



เจดีย์วัดหลง



ประวัติความเป็นมา

         วัดหลงเป็นโบราณสถานที่สำคัญทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีแห่งหนึ่ง ชื่อวัดหลง บางท่านเชื่อว่าน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า วัดหลวง ปัจจุบันเป็นวัดร้างเหลือแต่เจดีย์ ตั้งอยู่ ต.ตลาดไชยา อ.ไชยา ซึ่งมีสภาพเป็นซากอาคารขนาดใหญ่อยู่องค์หนึ่ง เหลือเพียงส่วนฐาน กรมศิลปากรได้ประกาศให้เป็นโบราณสถานสำหรับชาติมาตั้งแต่ พ.ศ. 2479 ซึ่งการขุดแต่งนั้นได้กระทำอย่างละเอียดรอบคอบ เพราะไม่เหมือนโบราณสถานอื่นๆ การขุดแต่งเจดีย์วัดหลงก็เพื่อหาหลักฐานทางสถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ภายหลังการขุดแต่งบูรณะปฏิสังขรณ์ ทำให้สภาพของรูปทรงเจดีย์ชัดเจนขึ้น เผยให้เห็นฐานอาคารที่มีรูปแบบแผนผัง


วัดหลงเป็นวัดเก่าแก่ไม่ทราบแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด แต่สันนิษฐานว่าเจดีย์ของวัดนี้สร้างร่วมสมัยกับพระเจดีย์วัดพระบรมธาตุไชยา คือประมาณระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕ เป็นเจดีย์ที่ชำรุดทิ้งร้างมานานเหลือแต่ซากอิฐและฐานราก กรมศิลปากรได้ประกาศให้เป็นโบราณสถานสำหรับชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ต่อมากองโบราณคดี กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งและบูรณะ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ - ๒๕๒๗ใช้งบประมาณในการบูรณะรวมทั้งสิ้น ๑,๖๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งการขุดแต่งนั้นได้กระทำอย่างละเอียดรอบคอบ เพราะไม่เหมือนโบราณสถานอื่นๆ การขุดแต่งเจดีย์วัดหลงก็เพื่อหาหลักฐานทางสถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์ และโบราณคดี
บริเวณที่ตั้งวัดหลง นอกจากนี้ยังมีวัดเวียง และวัดแก้ว สันนิษฐานว่าเป็นศูนย์กลางของเมืองไชยาโบราณ วัดทั้งสามแห่งตั้งอยู่ใกล้กันเรียงไปในแนวเหนือใต้ตามแนวสันทรายโบราณ ปัจจุบันทั้งสามวัดแทบไม่เหลือหลักฐานทางประวิติศาสตร์ที่สมบูรณ์ วัดหลง เป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สันนิษฐานว่าเจดีย์วัดหลงสร้างในสมัยเดียวกันกับพระบรมธาตุไชยาและเจดีย์วัดแก้ว คือระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14-15 มีลักษณะทรวดทรงทางสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ เป็นสถาปัตยกรรมแบบศรีวิชัยที่สำคัญในบริเวณคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย สันนิษฐานว่าเจดีย์วัดหลงสร้างร่วมสมัยกับพระบรมธาตุไชยา เป็นเจดีย์ที่ทิ้งร้างมานานจนชำรุดเหลือแต่ซากอิฐ และฐานราก


ลักษณะทั่วไป
        เจดีย์วัดหลงเดิมปกคลุมด้วยดินและต้นไม้ใหญ่ ๆ หนาทึบ เมื่อกรมศิลปากรได้ขุดแต่ง และได้พิจารณารูปทรงเห็นว่าเป็นโบราณสถานสถาปัตยกรรมศรีวิชัย สมัยเดียวกับวัดแก้ว ลักษณะของเจดีย์เป็นสถาปัตยกรรมแบบก่ออิฐไม่ถือปูน ฐานเป็นรูปกากบาท มีซุ้มทั้งสี่ทิศ มีประตูเข้าสู่ห้องกลางทางทิศตะวันออกเพียงด้านเดียวที่ห้องกลางก่ออิฐเป็นผนังกรุทั้ง ๔ ด้าน ตรงทางด้านทิศตามแนวทิศทั้งสี่ ผนังกรุด้านทิศตะวันออกกว้าง ๓.๕๐ เมตร ผนังกรุด้านทิศตะวันตกกว้าง ๓.๔๙ เมตร ผนังกรุด้านทิศเหนือ กว้าง ๓.๔๖ เมตร และผนังกรุด้านทิศใต้กว้าง ๓.๕๐ เมตร มีความลึกจากระดับพื้น ปูอิฐตอนบนถึงระดับอิฐปูพื้นล่างสุดโดยเฉลี่ยประมาณ ๒.๕๙ เมตร ภายในห้องกลางพบแต่เศษกระเบื้องดินเผา

หลักฐานที่พบ

        ในการขุดค้นทางวิชาการของกรมศิลปากร พบแต่เพียงเศษกระเบื้องดินเผาในห้องกลาง แต่มีไม่มาก แต่บริเวณฐานและบริเวณภายนอกใกล้กับกำแพงกั้นดิน พบศิลปะโบราณวัตถุจำนวนมากได้แก่
๑. สถูปดินดิบ ๑ องค์อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔
๒. พระพุทธรูปดินดิบปางสมาธิ ขัดสมาธิเพชร อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔
๓. พระพิมพ์ดินดิบ (ชำรุด) ๒๕ ชิ้น และที่สมบูรณ์ ๓ องค์
๔. กระปุกสมัยสุโขทัยภายในบรรจุกระดูกที่เผาแล้ว จำนวน ๙ ใบ
๕. กระปุกสมัยราชวงศ์ซ้อง จำนวน ๑ ใบ และแบบพื้นเมืองจำนวน ๑ ใบ
๖. กระปุกสมัยราชวงศ์เหม็ง จำนวน ๒๗ ใบ
๗. แจกันสมัยราชวงศ์เช็ง จำนวน ๑ คู่
๘. ชิ้นส่วนหินบด จำนวน ๔ ท่อน
โบราณวัตถุทั้ง ๘ รายการ ปัจจุบันแสดงที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น